||\\พุทธทาสศึกษา : ศึกษาเพื่อสืบสานปณิธานพุทธทาส ชีวิตและผลงาน
หน้าแรก | ข่าว-กิจกรรม | >ชีวิตและผลงาน | บทความ | แฟ้มภาพ | วาทะพุทธทาส | กลุ่มพุทธทาสศึกษา | จุดเชื่อมต่อ

ธรรมโฆษณ์ของพุทธทาส > ค่ายธรรมบุตร
ขอขอบคุณและอนุโมทนา คุณอุทัยวรรณ เอกพินิทพิทยา
ผู้อาสาพิมพ์ต้นฉบับเรื่องนี้เพื่อเผยแพร่ในเว็บพุทธทาสศึกษา

ค่ายธรรมบุตร
(เรื่องที่ ๒)

บารมี ๑๐ ประการของลูกเสือ

บรรยาย อบรมลูกเสือ และ ผู้บังคับบัญชาลูกเสือ
ณ ค่ายธรรมบุตร อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี

๑๐ มิถุนายน ๒๕๐๙

 

ท่านที่เป็นลูกเสือ หรือมีหน้าที่การงานเกี่ยวกับกิจการลูกเสือทั้งหลาย,

          การบรรยายในวันนี้แก่ท่านทั้งหลาย จำเป็นที่จะต้องซ้ำกันบ้างกับที่แล้วมา เพราะว่าบางคนไม่เคยฟัง. นี่ก็สรุปข้อความบางอย่างในครั้งที่แล้วมาว่า กิจกรรมของลูกเสือหรือว่าหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ที่เป็นความมุ่งหมายที่จะได้ประพฤติปฏิบัติของลูกเสือนั้น ไม่มีอะไรใหม่ไปกว่าหลักธรรมะในพระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้า. ดังนั้น ลูกเสือก็คือผู้ที่ประพฤติปฏิบัติธรรมะในพระพุทธศาสนาโดยไม่รู้สึกตัว ; แต่ที่ตรงกันอย่างยิ่งกับหลักธรรมะในพระพุทธศาสนานั้น ก็คือ การที่เราเห็นแก่ผู้อื่นยิ่งกว่าตัว. เห็นแก่ผู้อื่นในที่นี้ก็คือประพฤติธรรมะ ประพฤติหน้าที่ต่อผู้อื่น จึงกลายเป็นผู้ประพฤติธรรม, และอยากจะเรียกลูกเสือว่า "ธรรมบุตร", และตั้งชื่อค่ายลูกเสือค่ายนี้ว่า ค่ายธรรมบุตร. ทุกคนประพฤติปฏิบัติในทางที่ให้ตัวเองมีสมรรถภาพสูงสุด แล้วจึงใช้ไปเพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น คือประเทศชาติ หรือแก่โลก นี้เป็นใจความสั้น ๆ ที่แล้วมา. ต่อไปนี้จะได้กล่าวอธิบายให้เห็นชัดยิ่งขึ้นไปอีก.

ความมุ่งหมายของ "ลูกเสือ" ไม่ต่างจากหลักพระพุทธศาสนา

สำ  

หรับข้อที่ว่าหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ที่เป็นความมุ่งหมายของลูกเสือนั้น ไม่ผิดแปลงไปจากหลักธรรมะที่นิยมในพระพุทธศาสนา หรือที่เป็นหลักพระพุทธศาสนาโดยตรง หรือแม้แต่พระพุทธเจ้าเองท่านปฏิบัติ จะแยกให้เห็นเป็นอย่าง ๆ ไป :-

          ๑. ความสะอาด ก็มีอยู่มากในระเบียบวินัยของพระภิกษุ หรือถือเป็นหลักของพุทธศาสนา. มีวินัยบัญญัติให้พระภิกษุต้องรักษาความสะอาดแก่ที่อยู่ที่อาศัย แก่เครื่องนุ่งห่ม แก่เนื้อแก่ตัว คือร่างกาย เป็นวินัยมากมายหลายสิบข้อด้วยเหมือนกัน. ฉะนั้นจึงต้องไม่เข้าใจไปว่า ภิกษุหรือนักบวชนั้น จะต้องเป็นอยู่อย่างสกปรกหรือโสมม ; และแม้แต่พระพุทธเจ้าท่านก็นิยมความสะอาดที่ร่างกาย ที่สถานที่ ที่เครื่องนุ่มห่มส่วนพระองค์เอง.

          ๒. เมื่อพูดถึง การประหยัด อยากจะเล่าเรื่องให้ฟังว่า ในพระพุทธศาสนานี้นิยมกันอย่างไร ? การประหยัดเป็นสิ่งที่มุ่งหมายอย่างยิ่งในหลักธรรมะหรือการเป็นอยู่, หรือแม้แต่วินัยในพระพุทธศาสนา. บางคนอาจจะคิดว่า ภิกษุไม่ต้องประหยัด หรือไม่จำเป็นจะต้องประหยัด เพราะขอเขามาก็ได้ ; เขานิยมให้เป็นการทำบุญให้ทาน. แต่พระพุทธเจ้าท่านบัญญัติวินัยไม่ให้ขอ ไม่ให้รบกวนโดยไม่จำเป็น มีสิ่งที่มีอยู่แล้วให้ประหยัด ยกตัวอย่าง : เหมือนจีวร ท่านให้ใช้จีวรแต่เท่าที่จำเป็น มีจำนวนเท่าที่จำเป็น, และต้องนิยมเหมือนที่พระอานนท์ปฏิบัติ คือว่า :-

          เมื่อจีวรเก่าเข้าก็ซ่อม มันขาดมันทะลุก็ซ่อม พอซ่อมหนักเข้า ๆ มันก็จะซ่อมไม่ไหว ก็อนุญาต ให้ดาม คือซ้อนกันสองชั้น ; ผ้าเก่า ๆ ซ้อนกันสองชั้นมันก็ยังใช้ไปได้อีกครั้งหนึ่ง. ทีนี้ แม้ ซ้อนกันสองชั้นแล้วมันก็ไม่ไหว หมายความว่า มันเปื่อย ก็ยังใช้จีวรนั้น พับทบกันเข้าเป็นผ้าปูนอน. ถ้าทำปูนอนก็ไม่ไหว ก็ทบพับให้หนาให้สั้นเข้าไปอีก เป็นผ้ารองนั่ง. เมื่อเป็นผ้ารองนั่งยังไม่ไหว เพราะความที่มันเก่าก็เลยทบกันเข้า เป็นพรมผ้าเช็ดเท้า. และในที่สุดผ้าเช็ดเท้าก็ไม่ไหว ก็เอาไปเผาไฟ เอาขี้เถ้าของผ้านั้นมาขยำตามแบบวิธีผสมกับขี้วัวและดินเป็นต้น เพื่อฉาบฝากุฏิ.

          ท่านอาจไม่เข้าใจในเรื่องนี้ ก็เลยอยากจะเล่าให้ฟังว่า : ภิกษุอยู่กุฏิที่ทำด้วยดิน หรือแม้แต่อิฐดิบ ๆ มันเก่าคร่ำ หรือมันขึ้นราอะไรทำนองนี้ ก็ต้องทำความสะอาดแล้วก็ทาด้วยน้ำยาที่ทำขึ้น, คือขี้ถ้าขี้วัวและอะไรอีกบางอย่าง ละลายเป็นน้ำข้น ๆ แล้วก็ทา. จะเป็นของใหม่และมีกลิ่นดี หายเหม็นสาบสะอาดขึ้น. นี้เราจะเห็นได้ว่า จีวรผืนหนึ่งใช้ถึงอย่างนี้ จะเรียกว่าประหยัดมาก หรือประหยัดน้อยเท่าไร ? พวกลูกเสือมีความประหยัดถึงขนาดนี้หรือไม่ ? ขอให้ลองเอาไปเปรียบเทียบดูกันเอง.

          ๓. เรื่องความรอบคอบ มีวินัยบัญญัติสำหรับพระมากมาย เกี่ยวกับวินัยภิกษุจะต้องระมัดระวังเครื่องบริขารเท่าที่มีอยู่ รักษาอย่างรอบคอบ เช่น : การรักษาบาตรอย่างนี้ จะต้องล้าง จะต้องเช็ด และจะต้องผึ่งแดด. วางบาตรหมิ่นอาจจะตกแตกได้ นี้ก็เป็นอาบัติ, หรือถ้าจะเอาบาตรนี้สอดไปเก็บใต้เตียงใต้ตั่ง ก็ต้องเอามือควานดูก่อน จึงจะสอดบาตรเข้าไปเก็บ ; เพราะว่าถ้ามีอะไรเป็นของแข็งอยู่ใต้นั้นจะทำให้บาตรแตก. การที่จะสอดบาตรเข้าไปใต้เตียงใต้ตั่ง โดยไม่มีการควานมือเข้าไปดูก่อนนี้ เป็นอาบัติ อย่างนี้เป็นต้น.

          ตัวอย่างดังกล่าวมา นำมาเล่าไม่ไหว มีมากมายเหลือเกิน ; แต่ยกมาเป็นตัวอย่างเพียงเพื่อทราบว่า ในธรรมวินัยของพระพุทธเจ้านั้นนิยมความละเอียดลออรอบคอบสักเท่าไร ; และพวกลูกเสือได้รับการฝึกฝนให้มีความรอบคอบ โดยเปรียบเทียบกันได้ในลักษณะเช่นไร ? อย่างนี้เป็นต้น. เพื่อแสดงว่าหลักเกณฑ์ชั้นง่าย ๆ ชั้นต้น ๆ ต่ำ ๆ สำหรับชาวบ้านชาวโลกทั่วไป ในทางพุทธศาสนาก็ยังมีอย่างนี้ ; ยิ่งความประพฤติปฏิบัติในทางจิตทางใจ ให้จิตใจบรรลุมรรคผลอย่างนี้ด้วยแล้ว ก็ยิ่งมีความรอบคอบมากกว่านี้หลายสิบเท่าหลายร้อยเท่า ; ฉะนั้น เป็นอันยุติได้ว่า ความรอบคอบมีเป็นหลักเกณฑ์อยู่ในพระพุทธศาสนา.

          นี้เป็นตัวอย่างให้เห็นว่า สิ่งที่ต้องประพฤติปฏิบัติอบรมในฐานะที่เป็นลูกเสือ เกี่ยวกับความรอบคอบ เกี่ยวกับความประหยัด เกี่ยวกับความสะอาดเหล่านี้ ล้วน เป็นสิ่งที่ต้องการอย่างยิ่งในพระพุทธศาสนา จึงกลายเป็นเรื่องประพฤติธรรมะเหมือนกัน

          ๔. เรื่องอื่น ๆ เช่นเรื่อง ความซื่อสัตย์ เรื่อ ความกตัญญูกตเวที หรือแม้แต่เรื่องส่วนตัว คือเรื่อง สุขภาพอนามัย เหล่านี้ เป็นสิ่งที่ถือกันอย่างเข้มงวด. อย่าเข้าใจว่า พระพุทธเจ้าหรือนักบวชทั้งหลายไม่สนใจเรื่องอนามัย, เรื่องทำร่างกายให้แข็งแรง ให้มีสมรรถภาพทางกาย, ถ้าไปอ่านดูในวินัยของพระแล้วจะรู้สึกว่ามีมาก และบางอย่างจะอดขบขันไม่ได้ เช่นมีวินัยบัญญัติว่า : การถ่ายอุจจาระเบ่งแรงก็เป็นอาบัติ. คนที่ไม่รู้ก็นึกขันไปต่าง ๆ นานา ว่าเพื่ออะไรกัน ? ก็เพื่ออนามัย, เพื่อรักษาอวัยวะส่วนนั้น เพื่อไม่ให้เกิดโรคริดสีดวงที่อวัยวะส่วนนั้นเป็นต้น. เป็นอันว่าไม่ต้องนำมาบรรยายให้หมดก็พอแล้ว ก็พอที่จะเชื่อได้ว่า เรื่องที่ชาวบ้านทั่วไป หรือเรื่องหลักการที่ลูกเสือต้องอบรมนั้น แม้ที่เป็นชั้นต่ำที่สุดก็มีอย่างแน่นแฟ้นในพระพุทธศาสนา จนพอที่จะกล่าวได้ว่า ไม่มีอะไรใหม่, ไม่มีอะไรแปลกไปจากหลักพระพุทธศาสนา.

หลักเกณฑ์ของ "ลูกเสือ"
กับการบำเพ็ญบารมี ๑๐ ประการของพระพุทธเจ้า

ที  

นี้ จะกระโดดข้ามไปถึงเรื่องสูงสุด. จะข้ามไปกล่าวถึงเรื่องสูงสุด ที่พระพุทธเจ้าท่านปฏิบัติด้วยพระองค์เองเลย ; เอาธรรมะหมวดสูงสุด เช่นเรียกว่า "บารมี ๑๐" ที่จะบำเพ็ญเพื่อเป็นพระพุทธเจ้า. พระพุทธเจ้าท่านบำเพ็ญบารมีสิบนี้ จึงจะเป็นพระพุทธเจ้าได้ และเป็นเวลานานจนนับไม่ไหว ถ้านับตามธรรมดา. ท่านใช้คำว่า "สี่อสงไขยแสนกัปป์" ; กัปป์หนึ่งนั้นนานเท่าไรก็เหลือที่จะนับอยู่แล้ว, แล้วยังสี่อสงไขยแสนกัปป์. กัปป์หนึ่งนั้นเขาเขียนไว้ในอรรถกถา เช่นว่า ภูเขาลูกหนึ่ง ปีหนึ่งมีคนเอาผ้าไปปัดครั้งหนึ่ง จนภูเขาเหี้ยนสึกหรอไปเสมอดินเป็นกัปป์หนึ่ง ดังนี้เป็นต้น, แล้วตั้งสี่อสงไขยแสนกัปป์ มันก็หมายความว่านานมากนั่นเอง ในบารมีสิบอย่างนั้น มีอะไรบ้างก็ลองฟังดู :

บารมีข้อที่ ๑ คือ ทาน

ข้  

อแรกที่สุดก็เรียกว่า "ทาน" นี้หมายถึงการเอื้อเฟื้อผู้อื่น เห็นแก่ผู้อื่นใจความเป็นอย่างนั้น. ส่วนกิริยาที่จะประพฤติกระทำเป็นอย่างไรก็ได้ แต่ให้มีความมุ่งหมายว่าเอื้อเฟื้อผู้อื่น ช่วยเหลือผู้อื่น เห็นแก่ผู้อื่น. อันนี้ก็เป็นหลักเกณฑ์ที่ลูกเสือจะต้องประพฤติกระทำ ผู้ที่จะเป็นพระพุทธเจ้าก็จะต้องกระทำ คือท่านกระทำมาก กระทำสูงสุดกว่าที่เรานึก หรือที่เรากระทำกัน : เช่นบางคราวจะต้องเสียสละ แม้แต่ชีวิตเพื่อให้ผู้อื่นรอด อย่างนี้ก็ยังมี, หรือเสียสละสิ่งที่คนธรรมดาเสียสละไม่ได้. อย่างเช่นบุตรภรรยาอย่างพระเวสสันดรอย่างนี้ก็มี จึงไม่จำเป็นจะต้องพูดถึงเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ.

          มีชาดกเรื่องกระต่ายในดวงพระจันทร์ มีเรื่องเล่าว่า : พระโพธิสัตว์เป็นกระต่ายถึงเวลาที่จะให้ทานตามปรกติ, ขณะนั้นไม่มีอะไร ; ดังนั้นจึงกระโดดเข้ากองไฟให้คนที่หนาวจวนจะตายผิงไฟอยู่ ได้กินเนื้อ ; ดังนี้เป็นต้น. เป็นอันว่าเรื่องเอื้อเฟื้อ เรื่องเห็นแก่ผู้อื่นนี้ไม่ต้องพูดถึงก็ได้ เรียกกันสั้น ๆ ว่า "ทาน". หวังว่าลูกเสือทั้งหลายก็จะต้องได้บำเพ็ญอยู่ ฝึกฝนอยู่.

บารมีข้อที่ ๒ คือ ศีล

ข้  

อสองเรียกว่า "ศีล" นี้ คำว่าศีลนั้นแปลว่า ระเบียบ คือต้องเป็นคนที่อยู่ในระเบียบแบบแผนในวินัย อย่างนี้เรียกว่า "มีศีล". ลูกเสือ จะต้องรู้ดีว่า ต้องมีระเบียบ ต้องเคร่งครัดต่อระเบียบ ; การที่บังคับตัวเองให้เป็นอยู่ในระเบียบนั้น เรียกว่าศีล. สำหรับผู้ปฏิบัติในพระพุทธศาสนาที่เป็นอย่างเคร่งครัดนั้น ก็มีหลักว่า ยอมเสียชีวิตหรือยอมตายไม่ยอมขาดศีล อย่างนี้เป็นต้น ; จึงหวังว่าความมุ่งหมายของลูกเสือนี้ก็คงจะเป็นอย่างเดียวกัน. เมื่อ มีศีล ก็หมายความว่า มีระเบียบที่ไม่กระทบกระทั่งผู้อื่น, และไม่ทำให้ตัวเองเดือดร้อนเป็นทุกข์. เมื่อไม่มีศีลก็ไปกระทบกระทั่งผู้อื่น ให้พลอยลำบากยุ่งยากเดือดร้อนหรือแม้ที่สุดแต่รำคาญ ส่วนตัวเองก็หาความสงบสุขไม่ได้ ; ฉะนั้นเราจึงต้องมีศีล มีระเบียบให้จัดให้ทำกับตัวเอง ในลักษณะที่ไม่เป็นทุกข์ และไม่กระทบกระทั่งผู้อื่น.

บารมีข้อที่ ๓ คือ เนกขัมมะ

ข้  

อที่เรียกว่า "เนกขัมมะ" บางคนจะเข้าใจว่าหมายถึงบวช ที่จริงก็หมายถึงบวช ; แต่ถ้าพูดตามความหมายนั้นหมายถึงชีวิตโสด จะบวชหรือไม่บวช ถ้าดำเนินชีวิตโสดก็เรียกว่าเนกขัมมะ, หรือว่าไม่เป็นผู้หลงใหลในกามคุณทางเพศ นี้ก็เรียกว่าเนกขัมมะอยู่โดยปริยาย. แต่ถ้าจะสรุปให้สั้นที่ใช้ได้แก่ทุกคนก็คือว่า ไม่อุทิศตนเพื่อกามคุณ ไม่บูชากามคุณ อย่างนี้เรียกว่าเนกขัมมะ, ถึงแม้ว่าเราจะทำโดยเคร่งครัดเต็มที่ไม่ได้ เราก็ควรรู้ไว้ว่า ชีวิตโสดนั้นทำอะไรได้ดีกว่า กว้างขวางกว่า ในการบำเพ็ญประโยชน์ผู้อื่นในขั้นสูงสุด.

          ท่านไปคิดดูเถิดก็จะเห็นได้ว่า อย่างผู้ปกครองบ้านเมือง ถ้าเป็นคนโสดจะทำได้ดีกว่าคนไม่โสดอย่างไร ; ผู้จะประพฤติประโยชน์ผู้อื่น ถ้าเป็นคนโสดจะประพฤติได้สะดวกกว่ากันอย่างไร. เพราะว่าคนไม่โสดนั้นต้องมีภาระผูกพันที่จะต้องนึกถึงคู่ครอง จะต้องมีภาระหน้าที่หลายอย่าง ; คนโสดจึงทำงานได้มากกว่า. ฉะนั้นจึงนิยมความเป็นโสด หรือว่าอย่างน้อยก็ "บูชาอุดมคติ - หน้าที่การงาน" ยิ่งกว่าที่จะบูชากามคุณ คือเรื่องระหว่างเพศอย่างนี้เป็นต้น. ถึงเป็นลูกเสือก็เช่นกัน เป็นเด็ก ๆ ก็เป็นคนโสดอยู่แล้ว มีลักษณะเป็นคนโสดอยู่แล้ว ; แม้เป็นคนโตแล้วจะมีคู่ครองก็ต้องไม่บูชาเรื่องเกี่ยวกับคู่ครอง ยิ่งกว่าอุดมคติ หรือหน้าที่การงานของลูกเสือ.

          เราจะเห็นกันได้ง่าย ๆ ว่า ถ้าเราบูชาเรื่องเกี่ยวกับกามคุณก็เสียหน้าที่การงาน กลายเป็นลูกเสือสำรวย, เป็นลูกเสือสำรองก็ไม่ได้ อย่างนี้เป็นต้น ; ถ้าเราไม่อาจที่จะสละได้เด็ดขาด เพราะมีชีวิตครองเรือนก็ต้องนึกถึงสิ่งนี้ ในฐานะที่เป็นสิ่งสำคัญอยู่เสมอ เพื่อได้จะไม่มัวเมาในสิ่งที่ทำให้เสียในหน้าที่การงาน. ฉะนั้นลองนึกถึงเนกขัมมะในลักษณะที่ว่า เวลาส่วนมากของเรา เป็นอยู่ในลักษณะที่เป็นอิสระเหมือนคนโสด ; การทำหน้าที่ ตามหน้าที่ของคนมีคู่ครองนั้นชั่วระยะกาลอันสั้น เวลาส่วนใหญ่หรือแทบทั้งหมดไม่เป็นคนอิสระเหมือนกับคนเป็นโสด. ผู้ที่ยังไม่แต่งงานก็ทำได้ง่ายดีอยู่แล้ว ; ส่วนผู้ที่แต่งงานมีคู่ครองก็ยังมีทางที่จะทำได้ : ให้บังคับตัวเอง ให้หลีกทางมาเสียจากความมัวเมาในเรื่องกามคุณในเรื่องทางเพศ ซึ่งตรงกับหลักของบารมีข้อที่ ๓ ที่เรียกว่า เนกขัมมะ.

บารมีข้อที่ ๔ คือ ปัญญา

"ปั  

ญญา" นี้ หมายถึงรอบรู้ กินความไปถึงรอบคอบ หรือไหวพริบต่าง ๆ นานาทั้งหมดทั้งสิ้น ; ดูเหมือนมีความมุ่งหมายอยู่มากในหลักการของลูกเสือที่จะอบรมเด็ก ๆ ให้มีปัญญา มีความรอบคอบ มีความไหวพริบ ; แม้จะเป็นเรื่องโลก ๆ ทำมาหากินก็ต้องการความรอบรู้และไหวพริบ ; แม้แต่เรื่องปฏิบัติธรรมะไปนิพพานก็ต้องการความรอบรู้ รอบคอบและไหวพริบ จึงควรจะอบรมให้เป็นผู้มีปัญญา.

          คำว่า "ปัญญา" ตามหลักพระพุทธศาสนานั้น ก็หมายถึงปัญญาที่ใช้การใช้งาน ; หมายความว่า ปัญญาต้องมีในหน้าที่การงาน และใช้ปฏิบัติการงานได้. เดี๋ยวนี้คนเข้าใจผิดกันอยู่ บางอย่าง คือเรียนมากจนใช้ปฏิบัติไม่ได้ อย่างที่เรียกว่า ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด เรียนพร่าเรียนมาก จนเกิดเป็นตัวปัญหายุ่งยากขึ้นแก่เด็ก ๆ จนจะทนไม่ไหว เรียนไม่ไหว ; แต่เมื่อต้องเรียนทุกอย่างก็เลยเอาอะไรดีไม่ได้. นี้ก็เป็นปัญหากันทั่ว ๆไปทั้งโลก ที่จะทำให้มีปัญญาอย่างพร่า ๆ. ถ้าอย่างนี้แล้วขอให้รู้ไว้เถิดว่า หลักพระพุทธศาสนา นั้น ไม่ต้องการอย่างนั้น ; จะต้องระลึกนึกถึงปัญญา หรือความรู้ที่จำเป็นแก่หน้าที่การงาน และทำให้มีมาก ทำให้ชำนาญ ทำให้เพียงพอ.

          เราจะต้องนึกกันบ้างว่า ความรู้ชนิดไหน เป็นความรู้ส่วนเกิน ; ความรู้ชนิดไหนเป็นความรู้ส่วนที่จำเป็นที่สุด. เดี๋ยวนี้ในโลกนี้มีความรู้ส่วนเกินมากขึ้นทุกที ; ถ้าเราไปนิยมอย่างสมัยนี้กับเขาด้วยแล้ว ก็จะเป็นผู้ที่ทำอะไรได้ไม่กี่มากน้อย ; ขอให้นึกถึงกันบ้าง, สิ่งใดเป็นหน้าที่ เป็นความจำเป็น เป็นหน้าที่โดยตรง สิ่งนั้นจะต้องไม่บกพร่อง. สำหรับใน ทางพุทธศาสนาที่เรียกว่าปัญญา ต้องมีความรู้ที่เพียงพอที่จะดับความทุกข์ได้, สิ่งใดที่เป็นทุกข์แก่เรา หรือแก่โลกโดยตรงนี้ก็ต้องมีความรู้เพียงพอที่จะดับมันได้. ความมุ่งหมายของกิจกรรมลูกเสือมีเพียงแค่ไหนในทางความรู้ จะต้องศึกษากันให้ถูกให้ตรง อย่าให้พร่า.

          รวมความว่า สิ่งที่เรียกว่า "ความรู้" ความรอบคอบ ความไหวพริบนี้ต้องการกันทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโลกหรือเรื่องธรรมะหรือเรื่องศาสนา ; แต่ว่า "ความรู้" นี้ยังมีข้อที่ จะต้องระมัดระวัง อีกอย่างหนึ่งก็คือ : ความรู้ที่มาทันท่วงที หรือมาไม่ทันท่วงที. บางคนรู้มาก ฉลาดลึกมาก แต่ว่าช้าในการที่จะมาทำหน้าที่ ; เป็นอย่างนี้ก็เรียกว่า ไม่มีสติ ไม่มีไหวพริบ.

          ไม่มีสติก็คือว่า ความรู้ที่เรามี ๆ อยู่นั้นมาช่วยไม่ได้ทันท่วงที ; อย่างเช่นเราสอบไล่ตกเพราะทั้ง ๆ ที่เราเรียน รู้อยู่ เราก็นึกไม่ได้ มันไม่ออกมาทันท่วงที. ส่วนที่เรียกว่า ไหวพริบ นั้น หมายความว่า ยิ่งเร็วไปกว่านั้นอีก, คือว่า ช้าชั่วกะพริบตาก็ไม่ได้, คือช้าไปเพียงชั่วกะพริบตานี้ ก็ยังไม่ได้ เสียหายหมด. อยากจะให้คำจำกัดความอย่างนี้ว่า ความรู้ที่จะมาช่วยทันท่วงทีนี้ จะช้าเพียงชั่วกะพริบตานี้ก็ไม่ได้ : นี่แหละเรียกว่าไหวพริบ, ความรู้ที่ควรจะมาในโอกาสที่ควรจะมาให้ทันท่วงที เราเรียกว่า สติ ; ฉะนั้น สติกับปัญญานี้ไม่ใช่อันเดียวกันแท้.

          ปัญญาคือความรู้ทั่ว ๆ ไป ; สติ คือความรู้ที่มาช่วยทำหน้าที่ของเราทันท่วงที ; ถ้ามันมาเร็วกว่านั้นอีกเราเรียกว่าไหวพริบ ดีกว่า. ใครจะมีปีนผาอาวุธพิเศษอย่างไรก็ตาม ขนาดไหนก็ตามแต่ ถ้าเอามาใช้ไม่ทันท่วงทีมันก็ตายแล้ว : เช่นโจรมาปล้น เอาอาวุธมาใช้ไม่ทันท่วงทีเจ้าทรัพย์ก็ตายแล้ว ทั้ง ๆ ที่มีอาวุธอยู่มากมายในบ้านในเรือนนั้น. นั่นแหละเหมือนกับปัญญาของคนบางคน ; เรียกกันอย่างไรไม่ทราบ ปัญญาอยู่ลึก ออกมาไม่ทันท่วงที ก็สอบไล่ตกบ้างเสียหายอย่างอื่นบ้าง ; ไร้สมรรถภาพไปเลยก็มี.

          อย่าเข้าใจไปว่า เรียน - เรียน - เรียน ไปแล้วก็จะมีปัญญาครบถ้วนบริบูรณ์ ; เรายังจะต้องฝึกฝนกันอีกหลายอย่าง ให้ความรู้นั้นมาทันท่วงที จึงจะเรียกว่า "ความรู้" ในที่นี้ ; ถ้าไม่เช่นนั้นแล้วจะเป็นของเกะกะรกรุงรังอะไรชนิดหนึ่งเสียมากกว่า นี้เรียกว่าบารมีข้อที่ ๔ ของพระพุทธเจ้าคือ ปัญญา นั้น ก็คือสิ่งที่ลูกเสือเราต้องการอย่างจำเป็น.

บารมีข้อที่ ๕ คือ วิริยะ

ข้  

อที่ ๕ ซึ่งเรียกว่า "วิริยะ" บารมี นี้คือความพากเพียร. ที่เรียกว่าความพากเพียรนี้เกี่ยวกันอยู่กับความกล้าหาญด้วย แล้วก็ต้องเจือกันอยู่กับความฉลาดด้วย. ที่เขาบอกว่า "ความพากเพียร" นั้น ต้องมีความพากเพียร คือความพยายามนั้นด้วย, แล้วมี ความฉลาดด้วย, และมี ความกล้าหาญด้วย, เจือกันอยู่ในลักษณะที่เรียกว่า "พอดี" จึงจะเรียกว่า วิริยะ ตามแบบของพระพุทธเจ้า. หากเพียรไปอย่างเขลา ๆ เพียงอย่างไร ๆ มันก็ยิ่งโง่ลงไปก็มี ; ฉะนั้นต้องมีความฉลาดด้วย, และต้องไม่ขี้ขลาดด้วย จะต้องกล้าด้วย, ถ้าคนขี้ขลาด กลัวจิ้งจก ไส้เดือน ตุ๊กแกอยู่อย่างนี้ จะมีวิริยะอย่างนี้ไม่ได้ และน่าจะพูดว่า ความกลัวไส้เดือน จิ้งจก ตุ๊กแกนี้ จะมีแก่ผู้เป็นลูกเสือไม่ได้, จะต้องนึกถึงคำว่า เสือ หรือ ลูกเสือ นี้จะมีความเข้มแข็งอย่างไร กล้าหาญอย่างไร อะไรอย่างไร.

          ความพากเพียรนี้จะต้องเป็นไปติดต่อไม่ขาดตอน จนกว่าจะถึงที่สุดของการงาน ; ฉะนั้นท่านจึงวางหลักไว้ว่า เอาความสำเร็จของการงานนั้นแหละเป็นจุดสุดท้ายของความเพียร. เดี๋ยวนี้คนเราไม่ได้พากเพียรยืดยาวติดต่ออย่างนี้ ; พากเพียรสักหน่อยหนึ่งแล้วก็บ่น, ไม่ได้ผลดังใจแล้วก็เลิก, แล้วก็ไปทำอย่างอื่นอีก. การเพียรเปลี่ยน เพียรบ่นอะไรอย่างนี้ ไม่เรียกว่าวิริยะในลักษณะอย่างนี้.

          สิ่งที่เรียกว่ากิเลสนั้น มันใหญ่โตมาก พากเพียรทำงานเลี้ยงชีวิต นี้ยังง่ายกว่าพากเพียรรบสู้กับกิเลส. สิ่งที่เรียกว่าวิริยะจึงมีมากมายในพระพุทธเจ้า หรือในผู้ปฏิบัติตามหลักพระพุทธศาสนา ; แล้วก็ต้องการอย่างยิ่งในหลักการของลูกเสือ คือการอบรมตนให้เป็นลูกเสือที่ดี นี้จะเห็นว่าวิริยะหรือ ความเพียรนี้ก็เป็นหลักการของลูกเสือ ที่ตรงกันกับหลักธรรมะในพระพุทธศาสนา.

บารมีข้อที่ ๖ คือ ขันติ

 

ารมีข้อต่อไปเรียกว่า "ขันติ" แปลว่า ความอดทน ; แต่คนสอนกันแต่เพียงว่าให้อดทนเมื่อเขาด่า, ให้อดทนเมื่อการเจ็บปวดเกิดขึ้น, ให้อดทนเมื่อต้องลำบากตรากตรำในการทำการงาน, รู้กันเพียงเท่านี้. แต่ ขันติ ในพระพุทธศาสนายังมีไปไกล กว่านั้น คือ อดทนต่อการบีบคั้นของกิเลส. เมื่อเรามีความรู้สึกฝ่ายต่ำที่เรียกว่ากิเลสเกิดขึ้นในใจเมื่อไร มันจะเป็นการบีบคั้นเมื่อนั้น ; ถ้าเราทนไม่ได้จะล้มเหลวหมด ; ถ้าเราทนความบีบคั้นของกิเลสไม่ได้. ฉะนั้น ตามหลักพุทธศาสนาจึงเพ่งเล็งไปยังความอดทนต่อการบีบคั้นของกิเลส.

          ตัวอย่างเช่นอยากไปดูหนัง มันก็เป็นการบีบคั้นอันหนึ่งของความอยาก ; ถ้าเราทนไม่ได้ก็ต้องไป ทั้งที่เรารู้ว่า ไม่ควรจะไป มันมากเกินไป หรือเรื่องนี้มันไม่ควรจะไป. เราจะสอนเด็ก ๆ ให้มีความอดทนต่อความอยาก ก็ต้องอธิบายให้เขารู้ ถึงความอดทนต่อความบีบคั้นของความรู้สึกฝ่ายต่ำที่เรียกว่ากิเลส ; จะสอนแต่เพียงให้ทนความเจ็บปวด ทนความเจ็บไข้ ทนถูกเขาด่า เท่านี้มันก็ได้เหมือนกัน หรือถูกเหมือนกัน ; แต่ยังไม่พอ.

          ถ้าผู้ใดจะมีขันติ มีความอดทนในทุกประการแล้ว ต้องพยายามในประการที่สำคัญ :

          ข้อที่ ๑ ทนในการบีบคั้นของกิเลส. ถ้ากิเลสเกิดขึ้นแล้วมันร้อนเหมือนไฟเผา มันทนยากแต่ก็ต้องรบสู้ หรือต้องทนให้ได้, อย่างน้อยจะต้องทนให้ได้ ; แล้วจึงคิดล้างผลาญทำลายมัน. ความอดทนนี้จำเป็นมากในการที่จะละความชั่ว หรือ ข้อแรก นี้ท่านจะต้องจด หรือจำไว้ว่า ความอดทนนี้ จะช่วยให้เราละความชั่ว.

          ข้อที่ ๒ จะต้องให้เราอยู่เป็นผาสุก ; รอได้คอยได้จนกว่าการงานจะสำเร็จ. ใคร ๆ ก็มองเห็นว่า การงานไม่ว่าชนิดไหนหมด ไม่ใช่ทำลงไปแล้วก็เสร็จทันทีได้ผลทันที ; มันต้องรอไปวันหนึ่ง เดือนหนึ่ง ปีหนึ่ง หรือหลายปี ไม่ว่าการงานชนิดไหนหมด. การงานโดยตรง เช่นทำไร่ทำนานี้ ก็ต้องมีการรอ ; การงานทางจิตใจ เรื่องการคบหาสมาคม เรื่องรักเรื่องใคร่อะไรเหล่านี้ ก็ยังต้องมีการรอ. ฉะนั้น ถ้ามีการรอไม่ได้ คอยไม่ได้ ที่ไหน แก่บุคคลใด ก็แปลว่าล้มเหลว, หรือเสียหาย, หรือเลวทรามในที่สุด.

          สิ่งที่เรียกว่า ขันติ หรือความอดทนนี้ ในทางพุทธศาสนาถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง คือถือว่า เป็นตัวกำลังของผู้บำเพ็ญพรต. บำเพ็ญพรตก็คือต่อสู้กิเลส ; และขันติเป็นตัวกำลังของผู้บำเพ็ญพรต ; พรตก็คือหน้าที่การงาน. ลูกเสือหรือใครก็ตามย่อมมีหน้าที่การงาน. ถ้าใคร อยากจะมีกำลังในหน้าที่การงานก็ต้องสร้างความอดทน ; ให้ทนได้ต่อการบีบคั้นของความรู้สึกฝ่ายต่ำ รอได้คอยได้. นี้ก็บารมีอันหนึ่งที่พระพุทธเจ้าต้องบำเพ็ญเพื่อความเป็นพระพุทธเจ้า และก็ตรงกันกับหลักเกณฑ์ของลูกเสือ.

บารมีข้อที่ ๗ คือ สัจจะ

ที่  

หน้าหมวกหรือที่ไหนเขียนไว้ว่า "เสียชีพอย่าเสียสัจ" อะไรทำนองนี้. คำว่า "สัจจะ" ท่านหมายถึงความจริง ในทางธรรมะถือว่า ความจริงส่วนใหญ่ ที่เป็นหลักเป็นประธานก็คือ จริงต่อตัวเอง. เมื่อจริงต่อตัวเองได้แล้ว ก็ย่อมจะจริงต่อผู้อื่น, หรือจริงต่อการงาน, จริงต่อเวลา, จริงต่ออะไรได้หมด.

          จริงต่อตัวเอง นี้หมายความว่า เรารู้ว่าเราเป็นอะไร, เราจะต้องทำอะไร ; เช่นถ้าเราถือว่า เราเป็นคน, เราก็ต้องรู้ว่า คนจะต้องทำอะไรจึงจะเป็นคน ; ถ้าไม่ทำอะไรก็ไม่ใช่คน. แล้วเราก็ต้องจริงต่อสิ่งนั้น การเป็นคนนี้ เป็นเพราะมีธรรมะ ; เป็นภาษิตที่กล่าวไว้แต่โบราณก่อนพระพุทธเจ้า หรือสมัยพระพุทธเจ้าและเรื่อยมาจนบัดนี้ว่า : สัตว์กับคนผิดกันตรงที่คนมีธรรมะ ถ้าไม่มีธรรมะก็ไม่ใช่คน. ถ้ามีสัจจะในการ เป็นคน ก็คือมีธรรมะ อย่างนี้เป็นต้น เรียกว่า จริงต่อตัวเอง.

          ถ้าจริงต่อตัวเอง มีธรรมะแล้ว ก็จริงต่อเวลาตรงต่อเวลา ตรงต่อเพื่อนฝูง ตรงต่อหน้าที่การงานได้ง่าย. ฉะนั้นต้องรู้จักการเป็นคน ต้องรู้จักหน้าที่อุดมคติของคน, รับผิดชอบในความเป็นคนของเรา จึงจะเรียกว่าเป็นคนจริง ; อย่างเป็นลูกเสือ มีอุดมคติอย่างไรก็ต้อง จริงต่ออุดมคติ นั้น, แล้วมันจะได้จริงต่ออื่น ๆ ไปหมด จริงต่อเวลา จริงต่อหน้าที่ จริงต่ออะไรไปหมด.

          ถ้าจะพูดกันอย่างสั้น ๆ เป็น หลักสั้น ๆ ก็ต้องเรียกว่า จริงต่ออุดมคตินั้น ๆ เสียก่อน : ถ้าเป็นลูกเสือ ก็จริงต่ออุดมคติของลูกเสือ, ถ้าเป็นนักบวชก็จริงต่ออุดมคติของนักบวช, หรือจะว่ากลาง ๆ ว่า เป็นมนุษย์ก็ต้องเอาอุดมคติของมนุษย์, ถ้าเป็นมนุษย์ก็ต้องมีจิตใจสูง คือประกอบด้วยธรรมะ. ฉะนั้นที่พูดไว้ว่า ยอมเสียชีวิตไม่ยอมเสียสัตย์ นี่นับว่าเป็นคำพูดที่ถูกต้องแน่ ; เพราะว่าความสัตย์นั้นก็คือชีวิต หรือยิ่งกว่าชีวิต ; ถ้ายอมเสียความสัตย์ก็เท่ากับตายแล้ว.

          อย่างที่ เป็นลูกเสือนี้ ถ้าเสื่อมเสียอุดมคติของลูกเสือ มันก็หมดความเป็นลูกเสือ คือตายจากการเป็นลูกเสือไปแล้ว. ถ้าเป็นมนุษย์ก็มีอุดมคติที่จิตใจสูง ; ถ้าจิตใจไม่สูงมันก็ไม่ใช่มนุษย์ คือตายจากมนุษย์ไปแล้ว. ฉะนั้นคำพูดที่ว่า เสียชีวิตดีกว่าเสียความสัตย์หรือความจริง นี้ถูกต้องอย่างยิ่ง. ถ้าใครเสียความจริงเสียสัตย์ในอุดมคติของตนแล้ว คนนั้นมีค่าเท่ากับตายแล้ว ; เมื่อเราไม่ยอมเสียสัตย์ไม่เสียอุดมคติ เราก็ไม่ตาย. ถ้าให้เลือก เลือกเอาทางเสียชีวิตก่อนเสียอุดมคติ นี้แหละน่าสรรเสริญ, เป็นหลักที่พระพุทธเจ้าท่านยึดถือ เรียกว่า สัจจะบารมี บำเพ็ญเรื่อยไป ; แม้ข้อนี้ก็เป็นอุดมคติของลูกเสือที่ว่า ไม่ยอมเสียสัตย์ ยอมเสียชีวิต.

บารมีข้อที่ ๘ คือ อธิษฐาน

 

ารมีถัดไป คำบาลีเรียกว่า "อธิฏฐานะ" เราเรียกเป็นไทยว่า อธิษฐาน. การที่จะทำอะไรให้จริงก็ต้องมีการ อธิษฐาน เรียกว่า ปักใจมั่น, การปักใจมั่น เรียกว่าอธิษฐาน. เมื่อได้ใคร่ครวญเห็นว่า สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ถูกต้อง ดีงาม ควรจะประพฤติ ควรจะกระทำโดยแน่นอน ก็มีการอธิษฐาน ; แล้วจะต้องทำสิ่งนี้จนประสบต่อความสำเร็จถึงที่สุด ; ถ้าไม่อย่างนั้นก็ไม่ยอมเลิกละ หรือไม่ยอมทำอะไรบางอย่างที่มันขัดขวางกัน.

          อย่างเช่นการอธิษฐานของพระพุทธเจ้าในวันตรัสรู้ ก็ว่า "วันนี้ถ้าไม่บรรลุการตรัสรู้ ก็เป็นอันว่า ไม่ลุกขึ้นจากพื้นดิน, ยอมให้เลือดให้เนื้อซูบผอมลงเหือดแห้งไปจนกระทั่งเหลือแต่เอ็นหุ้มกระดูก จนกระทั่งเหลือแต่กระดูก, คือตาย". นี่คือการอธิษฐาน.

          ถ้าว่าเราจะเอามาใช้แก่การงานทั่ว ๆ ไป ก็ต้องอธิษฐานอย่างนั้น เช่นว่าวันนี้เราควรจะทำอะไรบ้างในสามชั่วโมงนี้ ก็ต้องปักใจและทำให้เสร็จ ในสามชั่วโมงนี้ ; ไม่เสร็จเป็นไม่ทิ้งไป ; อย่างนี้เรียกว่า อธิษฐาน. และปีนี้จะต้องทำอะไรบ้างก็ต้องทำให้ได้ตามนั้น ปักใจลงไปในอันดับแรก และซ้อมการอธิษฐานนี้อยู่ทุกวัน ๆ ทุกวัน ๆ ไม่ให้เปลี่ยนได้ ; แล้วก็ทำเรื่อยไปไม่เลิกละ.

          ทุกคนคงจะเข้าใจได้ว่า การอธิษฐาน คือการ "เอาจริง" นี่มันมีความจำเป็นอย่างไร ; ตามธรรมดาเราก็นิยมการ "เอาจริง" อยู่แล้ว แต่เราไม่เรียกอธิษฐาน จะเรียกตามภาษาไทยว่า "เอาจริง". พระพุทธเจ้าท่าน "เอาจริง" ตั้งสี่อสงไขยแสนกัปป์, เป็นเวลานานถึงเท่านั้นจึงเป็นพระพุทธเจ้าได้ นี้เป็นบารมีที่ทำคนให้เป็นพระพุทธเจ้า ; แล้วก็เป็นอุดมคติที่ลูกเสือต้องการด้วยเหมือนกัน.

บารมีข้อที่ ๙ คือ เมตตา

 

ารมีข้อต่อไป "เมตตา" เมตตากรุณาผู้อื่น, เราอบรมเด็ก ๆ โดยเฉพาะลูกเสือให้มีความเมตตากรุณาเป็นอย่างยิ่ง, เพื่อให้ปราศจากการทารุณโหดร้าย ; เพราะคำว่าลูกเสือของเรานั้นหมายถึง ลูกเสือชนิดที่น่าไหว้ น่านับถือ น่าบูชา ; ไม่ใช่เสือกินคน ไม่ใช่เสืออันธพาล เสือปล้นประชาชน. แต่ว่า "ลูกเสือ" เรา เล็งถึงอุดมคติที่ว่า มีสมรรถภาพ, แล้วอุทิศชีวิตกระทำแต่สิ่งที่ทำยาก แล้ว ก็มีความกล้าหาญมีอะไรต่าง ๆ. เอาอุดมคติส่วนนี้ของลูกเสือมาเรียกเด็ก ๆ ว่า ลูกเสือ ; ฉะนั้นลูกเสือจึงเต็มไปด้วยความเมตตากรุณา เสียสละชีวิตเพื่อผู้อื่นก็ยังได้ ; มีอุดมคติเห็นแก่ผู้อื่น ซึ่งเป็นหลักสำคัญ ที่ท่านต้องจดจำไว้ว่า : พอเรา เห็นแก่ตัว ความเลวหรือ บาปก็เข้ามา ทันที; พอเรา เห็นแก่ผู้อื่น ความดีหรือบุญก็เข้ามา ทันที ; และเมื่อเราเห็นแก่ผู้อื่น บำเพ็ญประโยชน์แก่ผู้อื่นนั้น มันเป็นประโยชน์ตัวเองอยู่ด้วยเต็มที่ โดยไม่รู้สึก. เพราะฉะนั้น ความ เห็นแก่ผู้อื่นหรือความเมตตากรุณานี้ไม่มีอันตรายอะไร, ไม่ทำให้ขาดทุน ไม่ทำให้ถอยหลัง ไม่ทำให้ล้าสมัยหรืออะไรทำนองนี้ ; มีแต่ทำผู้นั้นให้เป็นมนุษย์เต็มที่ และเป็นผู้ที่ชนะความชั่วได้โดยง่าย ; อย่าทำเล่นกับความเห็นแก่ผู้อื่น.

          ทุกศาสนาสอนให้เห็นแก่ผู้อื่นก่อนเห็นแก่ตัว อย่างพระเยซูบอกว่า : ถ้าเขาขโมยเสื้อไปแล้ว เอากางเกงตามไปให้เขาด้วย, หรือถ้าเขาตบหน้าข้างซ้ายทีหนึ่ง แล้วก็ให้เขาตบข้างขวาเพิ่มเติมอีกด้วย ; นี่เป็นเรื่องไม่โกรธ เป็นเรื่องเมตตา เป็นเรื่องรักผู้อื่น. คำพูดอย่างนี้เป็นคำพูดที่จะต้องรู้ความหมายให้ถูกต้องเท่านั้นเอง ; ไม่ใช่ถือเถนตรงตามตัวหนังสือ. แต่ให้ได้ความมุ่งหมายที่ถูกต้องคือ มีความเห็นแก่ผู้อื่น, ทำลายความเห็นแก่ตัวอยู่เสมอ.

          ตามธรรมดาคนเรารักตัว เห็นแก่ตัวอยู่จนเกิน จนเป็นส่วนเกิน หรือเกินพอดี. นี้เราแก้ไขกันได้ด้วยการไปเห็นแก่ผู้อื่น. แล้วความเห็นแก่ตัวมันจะลดลงไปอยู่ในระดับที่พอดี ; หรือถ้าจะฉลาดกว่านั้น ไม่ต้องมาคอยพะวักพะวนอยู่สองฝักสองฝ่าย ก็ไปเห็นแก่ผู้อื่นแล้วจะพอดีอยู่ในตัว ในทางที่จะประพฤติปฏิบัติทั้งแก่ตัวและแก่ผู้อื่น. มีเมตตากรุณาคือความเห็นแก่ผู้อื่น รักผู้อื่น เป็นบารมีที่ทำคนให้เป็นพระพุทธเจ้า และเป็นอุดมคติของลูกเสือกันทุกคน.

บารมีข้อที่ ๑๐ คือ อุเบกขา

ข้  

อสุดท้าย บารมีข้อที่เรียกว่า "อุเบกขา" คนโดยมาก แม้ที่เป็นนักเรียน เป็นครูบาอาจารย์ ก็ ยังเข้าใจคำว่า อุเบกขา ผิด, ไม่รู้ว่าอุเบกขานั้นคืออะไร ; จะเกณฑ์ให้เป็นคนที่เฉยไม่รู้สึกอะไร คล้าย ๆ เป็นก้อนหินท่อนไม้นั้นไม่ถูก. คำว่า อุเบกขานี้ หมายความว่า มั่นคง คงที่ หวั่นไหวยาก ; มั่นคงหรือคงที่นี้คือไม่เปลี่ยนแปลง, มีอะไรมากระทบกระทั่งก็ไม่หกคะเมนไป หรือไม่เปลี่ยนแปลงไป เรียกว่า "ความคงที่".

อทีนี้ก่อนที่จะมีอะไรสำหรับ "คงที่" นั้น ต้องมีความรู้หรือปัญญาตกลงกันมาเสร็จเรียบร้อยแล้ว ว่าเราเกิดมาทำไม เราจะต้องทำอะไร ? เราทำอย่างไร ? เรากำลังทำอะไรอยู่นี่ ? ทีนี้พอมีอะไรมากระทบ มายั่ว มาเร้า มาอะไรก็ตาม มันยังคงที่อยู่ได้, อย่างนี้เรียกว่า "อุเบกขา". ถ้าไม่มีอุเบกขาจะไหวไปตามสิ่งที่มากระทบ : ไปรักเขาบ้าง ไปเกลียดเขาบ้าง ไปอะไรเขาบ้าง เลยรวมกันไปหมด. นั่นคือไม่มีอุเบกขา. ถ้าเราทำขนาดนั้นไม่ได้ ก็ลดลงมาเพียงว่า หวั่นไหวยาก ; จำคำว่า "หวั่นไหวยาก" ไว้ สำหรับในกรณีของคนธรรมดาสามัญชาวบ้านทั่วไป ถ้าเป็นเรื่องของ ธรรมะชั้นสูง หรือเป็นเรื่องของพระอรหันต์หรือมหาบุรุษก็ เรียกว่า "คงที่" เลย ตายตัวเลย.

          ทีนี้บางครั้งเราเป็นคนที่ ไม่มีอุเบกขา คงที่ยาก เช่นว่า พอย่างเท้าเข้ามาในห้องสอบเช่นนี้ จิตใจฟุ้งซ่านหวั่นไหวหมด, ที่เคยเรียนมาได้เลยลืมหมด นึกไม่ออก, ที่เคยทำได้ดีเป็นประจำก็ทำไม่ได้ อย่างนี้ก็เรียกว่า ขาดอุเบกขา ขาดความคงที่ ; อุเบกขาในความหมายทั่วไป หมายอย่างนี้ ; และหมายความว่า เมื่อเราได้จัด ได้ทำถูกต้องครบบริบูรณ์ ; แล้วทีนี้เราก็ต้องรักษาความคงที่นั้นไว้.

          เหมือนอย่างว่า เราปลูกต้นไม้ เราต้องมีปัญญาที่จะเลือกดิน เลือกปุ๋ย เลือกพืชพันธุ์อะไรต่าง ๆ ครบถ้วนแล้ว ; ปลูกเสร็จแล้ว เราก็ มีความคงที่ และรักษาภาวะ อย่างนี้ไว้. นี้แหละจำเป็นแก่การงานทุกอย่างทุกประเภท. หรือเหมือนอย่างเมื่อเราขี่รถจักรยาน หัดใหม่ ๆ เราก็ไม่มีความคงที่ หกล้มหกลุก ; แต่เมื่อเรา จัดทำทุกสิ่งทุกอย่างเข้ารูปเข้ารอยแล้ว เราก็รักษาความคงที่เท่านั้นเอง ; ไม่ต้องทำอะไร รถมันจะแล่นไปอย่างน่าประหลาด น่าอัศจรรย์ หรือน่าชมเชย. จะขับรถยนต์ หรือแม้แต่ขับรถม้า หรือขับอะไรก็ตาม ความสำคัญจะไปอยู่ที่ความคงที่ เข้าร่องเข้ารอยปล่อยมือได้ ; มันไปของมันเองจนไปถึงที่สุด. อย่างคนเราเกิดมานี้ ก็ต้องจัดต้องทำอะไรให้เข้ารูปเข้ารอย แล้วก็ปล่อยให้มันไปของมันอย่างนั้นอย่างสม่ำเสมอคงที่ ก็ถึงที่สุด.

          สิ่งที่เรียกว่า คงที่ นี้ หรือ อุเบกขา นี้ ต้องการอย่างที่สุดในชีวิตประจำวัน. อย่างว่าพอเราหิวขึ้นมาเราก็โมโหเสียแล้ว อย่างนี้เราก็ทำอะไรผิดหมด ; หรือว่ากินอะไรเข้าไปมาก เราก็อึดอัด หรืออาจมึนชาเสียแล้ว ก็ขาดความคงที่. ฉะนั้น ผู้ที่เป็นมหาบุรุษ มีความคงที่อย่างยิ่ง เขาจะสามารถใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ได้ทุกนาทีทุกชั่วโมง. คนธรรมดาพอเปลี่ยนงานนิดหน่อยมันก็มีความหวั่นไหว ; เช่นว่ากำลังคิดอะไรอยู่ ก็แสดงปาฐกถาไม่ได้อย่างนี้เป็นต้น ; นี่เป็นเพราะการบังคับให้จิตปกติไม่ได้.

          ถ้าเรา บังคับจิต ให้ปกติได้ ให้มีความคงที่ได้ เรา จะทำอะไรได้มาก เราจะสลับการงานให้ติดต่อสับเปลี่ยนกันไปทุก ๆ ห้านาที ทุก ๆ สิบนาที ตลอดวันตลอดคืนได้. ฉะนั้น เขาจึงนำมาไว้เป็นข้อสุดท้ายในบารมีทั้งหมดของพระพุทธเจ้า ; เพราะมีความสำคัญอย่างนี้. เราจะทำกิจกรรมอะไร ชนิดไหน ทางโลก ทางธรรม หรือว่าเรื่องหน้าที่การงาน การศึกษา หรืออะไรก็ตาม ต้องทำจนเป็นอุเบกขา : คือ ปล่อยมือก็ยังคงที่ได้ แล้วก็เป็นไปเองได้ ไปถึงที่สุดเองได้ ไม่ออกนอกลู่นอกทาง ไม่ล้มลุกคลุกคลาน ไม่หวั่นไหวไปตามที่สิ่งที่มายั่วยวน มากระทบ.

          เป็นอันว่าหมดเวลาที่กำหนดไว้สำหรับมาให้ความรู้รอบตัว หรือความรู้ที่เกี่ยวข้องกันอยู่กับเรื่องของลูกเสือในวันนี้. ขอสรุปความว่า ให้ท่านทั้งหลายมองเห็นว่า : หลักการของลูกเสือนั้นก็เป็นเช่นเดียวกันกับหลักพระธรรมในพระพุทธศาสนา ; ฉะนั้น ควรจะได้รับการเอาใจใส่อย่างยิ่ง ควรได้รับการเคารพอย่างยิ่ง หรือถึงขนาดที่เรียกว่าบูชา ; และท่านทั้งหลายคงจะเข้าใจได้เองว่า ทำไมอาตมาจึงอยากจะเรียกลูกเสือว่า "ธรรมบุตร" จนกระทั่งตั้งชื่อค่ายนี้ว่า "ค่ายธรรมบุตร" เป็นต้น.

          ขอให้ครูบาอาจารย์ ลูกเสือทุกคนประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานของตน เพราะมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้อย่างถูกต้องและเพียงพอเช่นนี้ด้วยกันทุกคน.

ขึ้นด้านบน

ชีวิตและผลงาน > ธรรมโฆษณ์ >
> ๒. บารมี ๑๐ ประการของลูกเสือ

หน้าแรก | ข่าว-กิจกรรม | >ชีวิตและผลงาน | บทความ | แฟ้มภาพ | วาทะพุทธทาส | กลุ่มพุทธทาสศึกษา | จุดเชื่อมต่อ

สมุดเยี่ยม | แนะนำหน้านี้ให้เพื่อน | Site Map

Buddhadasa.org
กลุ่มพุทธทาสศึกษา ตู้ ปณ.๓๘ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๑๐
e-mail : info@buddhadasa.org
.